# hyperscaler capex — X 热门讨论 (2026-09-22 17:41 UTC)

## @naklongpoong (นักลงพุง) · 09-22 01:56 · ♥31 ↻9 💬1 ใครถือหุ้น $ALAB ควรอ่าน...

Astera Labs กับโอกาสครั้งใหญ่จากโครงสร้างพื้นฐาน AI

Astera Labs กำลังเข้าสู่ช่วงสำคัญของการเติบโต หลังการขยายตัวของ AI ทำให้ความต้องการระบบประมวลผลเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และเปลี่ยนรูปแบบของโครงสร้างพื้นฐานใน AI Data Center อย่างต่อเนื่อง

Jitendra Mohan ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอของ Astera Labs กล่าวว่า การลงทุนด้าน AI ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการขยายตัวหลายปี โดยคาดว่าการใช้จ่ายด้านเงินลงทุน หรือ CapEx ของบริษัท Hyperscaler จะทะลุ 1 ล้านล้านดอลลาร์ในปีหน้า และยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

สิ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนคือขนาดของระบบประมวลผล

เมื่อ Astera Labs เข้าตลาดหุ้นเมื่อประมาณ 2 ปีครึ่งก่อน หน่วยประมวลผลหลักของระบบ AI ยังอยู่ในระดับเซิร์ฟเวอร์ที่ใช้ GPU 8 ตัวบน HGX Board แต่ปัจจุบัน “Rack” กลายเป็นหน่วยประมวลผลที่สำคัญมากขึ้น เพราะโมเดล AI มีขนาดใหญ่ขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในช่วงที่บริษัท IPO ตลาดเพิ่งเริ่มพูดถึงโมเดลที่มีพารามิเตอร์ระดับ 1 ล้านล้านตัว แต่ปัจจุบันมีโมเดลที่มีพารามิเตอร์มากกว่า 10 ล้านล้านตัวแล้ว และยังไม่มีสัญญาณว่าการขยายตัวจะหยุดลง

นอกจากนี้ การประมวลผลเพื่อใช้งาน AI หรือ Inference ก็กำลังสร้าง Workload ใหม่ ๆ โดยเฉพาะการใช้งาน Context Window ที่ยาวขึ้น จนแม้แต่ระบบสำหรับ Inference ก็ต้องใช้ Rack ของระบบประมวลผลเช่นกัน

อีกประเด็นสำคัญคือความต้องการ Compute กำลังสูงกว่าอุปทานที่มีอยู่ ทำให้ลูกค้าของ Astera Labs พยายามใช้ Hardware ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นี่คือจุดที่ Astera Labs เข้ามามีบทบาท

บริษัทก่อตั้งขึ้นในช่วงปลายปี 2017 และเริ่มดำเนินงานในปี 2018 โดยมีเป้าหมายแก้ปัญหาด้านการเชื่อมต่อในระบบ AI ทั้งการส่งข้อมูล การเชื่อมต่อเครือข่าย และปัญหาคอขวดด้านหน่วยความจำ

ปัจจุบัน Astera Labs ต้องการเป็นผู้ให้บริการระบบเชื่อมต่อในระดับ Rack ตั้งแต่ Switching, Signal Conditioning, การเชื่อมต่อผ่าน Copper และ Optical ไปจนถึง Software ที่ช่วยจัดการระบบเหล่านี้

การเติบโตของบริษัทสะท้อนให้เห็นจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

ช่วงที่ IPO Astera Labs มีรายได้ประมาณ 60 ล้านดอลลาร์ แต่ไตรมาสล่าสุดรายได้เพิ่มขึ้นเป็น 392 ล้านดอลลาร์ และบริษัทคาดการณ์รายได้ไตรมาส 3 ที่ประมาณ 550 ล้านดอลลาร์ ณ จุดกึ่งกลางของ Guidance

กำไรต่อหุ้นก็เพิ่มขึ้นจากประมาณ 0.10 ดอลลาร์ในช่วง IPO เป็น 0.80 ดอลลาร์ในไตรมาสล่าสุด

หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ Astera Labs เติบโตเร็วกว่าการขยายตัวของตลาด AI คือบริษัทสามารถเพิ่มมูลค่าของผลิตภัณฑ์ที่ติดตั้งอยู่ในระบบต่อ XPU ได้มากขึ้น

ในช่วงเริ่มต้น บริษัทมีมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ XPU ต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ โดยส่วนใหญ่มาจากผลิตภัณฑ์ Aries Retimer ที่เชื่อมต่อกับ Hopper GPU

แต่ปัจจุบันมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ XPU เพิ่มขึ้นมาใกล้ 1,000 ดอลลาร์ จากผลิตภัณฑ์หลายตระกูล ทั้ง Aries, Taurus, LEO CXL และ Scorpio

และบริษัทต้องการเพิ่มตัวเลขนี้ขึ้นไปอีกหลายพันดอลลาร์ต่อ XPU ในอนาคต

Scorpio กำลังกลายเป็นธุรกิจหลัก

ผลิตภัณฑ์ที่ Astera Labs ให้ความสำคัญมากที่สุดในช่วงนี้คือ Scorpio ซึ่งออกแบบมาเพื่อรองรับงาน AI โดยเฉพาะ

Scorpio แบ่งออกเป็น 2 ตระกูลหลัก ได้แก่ Scorpio P และ Scorpio X

Scorpio P ถูกออกแบบสำหรับการเชื่อมต่อแบบ Scale-Out เช่น การเชื่อมต่อ GPU กับ Network Interface Card หรือ NIC และ CPU เพื่อเชื่อมต่อ Cluster ต่าง ๆ เข้าด้วยกัน โดยส่วนใหญ่ทำงานผ่าน Ethernet

บริษัทเปิดตัว Scorpio P ครั้งแรกในเดือนตุลาคม 2024 และผลิตภัณฑ์นี้เติบโตอย่างรวดเร็วจนคิดเป็น 15% ของรายได้ทั้งหมดภายในเวลาเพียง 3 ไตรมาสในปีที่ผ่านมา

ปัจจุบัน Astera Labs มี Hyperscaler เพิ่มเข้ามาเป็นลูกค้า และมีลูกค้าหลายรายที่กำลังนำ Scorpio P ไปใช้งานจริงในโครงสร้างพื้นฐาน AI

ส่วน Scorpio X ถูกออกแบบมาสำหรับการเชื่อมต่อแบบ Scale-Up ซึ่งเป็นการเชื่อมต่อ GPU หลายตัวเข้าด้วยกัน เพื่อให้ระบบสามารถมอง GPU จำนวนมากเสมือนเป็น GPU ขนาดใหญ่เพียงตัวเดียว

Scorpio X รุ่น 320 Lane เปิดตัวในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา และได้รับความสนใจจากลูกค้าอย่างมาก

จุดเด่นของ Scorpio X คือไม่ได้ทำหน้าที่เพียงเชื่อมต่อ GPU เท่านั้น แต่ยังมีความสามารถอย่าง In-Network Compute และ Hypercast ซึ่งออกแบบมาเพื่อให้ระบบเข้าใจรูปแบบการรับส่งข้อมูลของทั้ง Training และ Inference

ผลลัพธ์คือ GPU ที่เชื่อมต่อผ่าน Scorpio X สามารถประมวลผล Token ต่อวินาทีได้มากกว่า GPU ที่เชื่อมต่อผ่าน PCIe Switch แบบทั่วไป ตามที่ Astera Labs อธิบาย

สำหรับลูกค้า นั่นหมายความว่าสามารถรองรับ Workload ได้มากขึ้นด้วย Hardware จำนวนเท่าเดิม หรือใช้ GPU และ Rack น้อยลงเพื่อรองรับ Workload ในระดับเดียวกัน

Scorpio X เริ่มจัดส่งให้ลูกค้ารายแรกแล้ว และเข้าสู่การผลิตในปริมาณมากในไตรมาส 3 โดยบริษัทระบุว่าผลิตภัณฑ์นี้เป็นหนึ่งในปัจจัยที่สนับสนุน Guidance รายได้ไตรมาส 3

นอกจากนี้ Scorpio X กำลังถูกจัดส่งให้ลูกค้ารายอื่น และมีลูกค้าหลายรายอยู่ระหว่างการออกแบบระบบโดยใช้ผลิตภัณฑ์ดังกล่าว บริษัทคาดว่าจะเปลี่ยนโอกาสเหล่านี้เป็น Design Win และเริ่มสร้างรายได้เพิ่มขึ้นในปี 2027

Astera Labs คาดว่าในไตรมาส 3 Scorpio จะกลายเป็นตระกูลผลิตภัณฑ์ที่สร้างรายได้สูงสุดของบริษัท และภายในตระกูล Scorpio นั้น Scorpio X จะสร้างรายได้มากกว่า Scorpio P

ทำไม Scorpio ถึงโตเร็ว

Mohan อธิบายว่า การเติบโตที่รวดเร็วของ Scorpio ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงเพราะตลาด AI กำลังเติบโต แต่เป็นผลจากการทำงานร่วมกับลูกค้ารายสำคัญล่วงหน้าหลายเดือนหรือหลายปี

Astera Labs ทำงานร่วมกับลูกค้าในการออกแบบผลิตภัณฑ์ จำลองการทำงาน และทดสอบระบบตั้งแต่ก่อนที่ชิปจะเข้าสู่ขั้นตอนผลิตจริง ทำให้เมื่อชิปพร้อมใช้งาน ทั้งสองฝ่ายสามารถนำระบบที่ซับซ้อนเข้าสู่การใช้งานได้อย่างรวดเร็ว

บริษัทระบุว่าโดยปกติจะพยายามประเมินระยะเวลาการ Qualification ของระบบอย่างระมัดระวัง เพราะ Astera Labs ควบคุมได้เฉพาะส่วนของตัวเอง ขณะที่ปัจจัยอื่น ๆ ในระบบขึ้นอยู่กับลูกค้าและส่วนประกอบอื่น ๆ ด้วย

การแข่งขันก็เริ่มเข้ามามากขึ้น

ก่อนที่ Astera Labs จะเข้าสู่ตลาดนี้ Broadcom เป็นหนึ่งในผู้จัดหา PCIe Switch รายใหญ่ โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ PCIe Gen 5

แต่ Astera Labs เลือกสร้าง Scorpio ขึ้นมาเพื่อ AI โดยเฉพาะตั้งแต่ต้น ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับตลาด Compute ทั่วไป

บริษัทมองว่าการแข่งขันที่เพิ่มขึ้นเป็นเรื่องที่คาดไว้ เพราะตลาดมีขนาดใหญ่และความต้องการยังสูงมาก

สำหรับ Scorpio P บริษัทระบุว่าปัจจุบันกำลังจัดส่งผลิตภัณฑ์ PCIe Gen 6 ในปริมาณสูง และมีความมั่นใจในตำแหน่งของผลิตภัณฑ์

ส่วน Scorpio X ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการขยายตัว แต่บริษัทมองว่าความสามารถในการเพิ่มประสิทธิภาพของ GPU และการสร้าง Token ต่อวินาทีที่สูงขึ้น เป็นจุดสำคัญในช่วงที่ GPU มีอุปทานจำกัด

เป้าหมายต่อไปคือ UALink

นอกจาก PCIe และ Scorpio แล้ว Astera Labs ยังมีโอกาสจาก UALink ซึ่งเป็นมาตรฐานการเชื่อมต่อสำหรับระบบ AI

สำหรับแพลตฟอร์ม MI450 ของ AMD บริษัทจะใช้ UALink ที่ทำงานบน Ethernet เนื่องจาก UALink Switch ยังไม่พร้อมใช้งานในขณะนี้

สำหรับอนาคต AMD ระบุว่าจะยังรองรับทั้ง UALink ที่ทำงานบน Ethernet และ UALink แบบ Native ดังนั้นทั้งสองรูปแบบมีแนวโน้มที่จะอยู่ร่วมกันไปอีกระยะหนึ่ง

Astera Labs มองว่า UALink เป็นตลาดที่สำคัญ เพราะเมื่อบริษัทสามารถเข้าไปสนับสนุน Protocol ที่ใช้สำหรับ Scale-Up ได้ มูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ XPU จะเพิ่มขึ้นอย่างมาก

ในระบบที่ Astera Labs ไม่ได้ควบคุม Switching Content บริษัทจะมีโอกาสจาก Retimer, Active Electrical Cable และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ในฝั่ง Scale-Out เป็นหลัก

แต่เมื่อเป็น Protocol สำหรับ Scale-Up ที่บริษัทสามารถสนับสนุนได้ เช่น PCIe หรือ UALink บริษัทจะสามารถเข้าไปขาย Scorpio X และผลิตภัณฑ์ด้าน Connectivity เพิ่มเติม ทำให้มูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ XPU เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

Astera Labs ยังทำงานร่วมกับ UALink และกำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์สำหรับตลาดนี้ โดยบริษัทต้องการรองรับตลาด Scale-Up ให้ครอบคลุมมากที่สุด

นอกจาก UALink แล้ว บริษัทกำลังทำงานกับ NVLink Fusion ซึ่งเปิดโอกาสให้ลูกค้านำ XPU ของตัวเองมาเชื่อมต่อกับแพลตฟอร์ม NVIDIA NVL72 หรือ MGX ได้

Astera Labs มองว่า NVLink Fusion เป็นตลาดเพิ่มเติม เพราะลูกค้าบางรายต้องการใช้ Infrastructure ของ NVIDIA เพื่อใช้งาน XPU ของตัวเอง

Optical จะเป็นอีกเครื่องยนต์การเติบโต

อีกหนึ่งโอกาสสำคัญของ Astera Labs คือธุรกิจ Optical ซึ่งบริษัทมองว่ามีตลาดที่สามารถเข้าถึงได้ในระดับหลายหมื่นล้านดอลลาร์

บริษัทเริ่มสร้างทีมด้าน Optical มาประมาณ 2 ปีแล้ว และคาดว่าจะเริ่มสร้างรายได้จากธุรกิจนี้ในปี 2027

ผลิตภัณฑ์ระยะแรกจะมาจาก Component ที่ได้จากการเข้าซื้อ aiXscale เมื่อเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา โดยเทคโนโลยีของ aiXscale มี Connector ที่เหมาะกับการใช้งานในระบบ CPU และลูกค้าบางรายกำลังอยู่ระหว่างการ Qualification

หลังจากนั้นบริษัทจะขยายไปสู่ NPO หรือ Near-Packaged Optics ที่ระดับความเร็ว 200 Gigabit ต่อ Lane ซึ่ง Astera Labs มองว่าเหมาะกับระบบ Scale-Up เพราะช่วยเพิ่มระยะทางและความหนาแน่นของการเชื่อมต่อ โดยไม่สร้างแรงกดดันต่อ Supply Chain มากเกินไป

เมื่อความเร็วเพิ่มขึ้นไปถึง 400 Gigabit ต่อ Lane และต้องการความหนาแน่นที่สูงขึ้น บริษัทจะเข้าสู่ตลาด CPO หรือ Co-Packaged Optics

ในส่วนนี้ Astera Labs ต้องการนำเสนอ Optical Engine ที่รวม Electrical IC, Photonics IC และเทคโนโลยี Packaging เข้าไว้ด้วยกัน

Optical Engine ดังกล่าวสามารถนำไปใช้ได้ทั้งกับ Scorpio และฝั่ง XPU ทำให้บริษัทมีโอกาสเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ XPU จากระดับประมาณ 1,000 ดอลลาร์ไปสู่หลายพันดอลลาร์

บริษัทมองว่า Optical และ Copper จะยังคงใช้งานควบคู่กัน

ภายใน Rack การเชื่อมต่อส่วนใหญ่ยังสามารถใช้ Copper ได้ แม้ความเร็วจะเพิ่มขึ้นเป็น 400 Gigabit ต่อวินาที

แต่เมื่อ Cluster ขยายจาก 72 GPU เป็น 144, 288 หรือ 576 GPU และต้องเชื่อมต่อหลาย Rack เข้าด้วยกัน Copper จะเริ่มมีข้อจำกัดทางกายภาพ ทำให้ Optical เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

Astera Labs คาดว่าจะเริ่มเห็นรายได้จาก NPO ในช่วงครึ่งหลังของปี 2027 และมีโอกาสสร้างรายได้เต็มปีมากขึ้นในปี 2028

เมื่อ Cluster มีขนาดใหญ่ขึ้น มูลค่าผลิตภัณฑ์ของ Astera Labs ก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพราะนอกจาก Optical แล้ว จำนวน Switching ที่ต้องใช้ก็เพิ่มขึ้น รวมถึงความสามารถของ Switch และจำนวน GPU ที่เชื่อมต่อกับแต่ละ Switch

บริษัทระบุว่าตรงกันข้ามกับความเชื่อทั่วไป ราคาต่อ Lane ของ Switch อาจเพิ่มขึ้นเมื่อจำนวน Lane หรือ Radix ของ Switch เพิ่มขึ้น

Agentic AI เพิ่มโอกาสให้ Astera Labs

การเติบโตของ Agentic AI หรือ AI ที่สามารถทำงานเป็นขั้นตอนและดำเนินการต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเอง ยังเปิดโอกาสเพิ่มเติมให้กับ Astera Labs

Mohan มองว่าโอกาสไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Retimer

เมื่อระบบ AI ต้องผสมผสาน CPU, GPU, Storage และ Network Interface Card เข้าด้วยกัน และต้องการแยก CPU กับ GPU ออกจากกันเพื่อสร้างระบบที่ยืดหยุ่นมากขึ้น PCI Express จะกลายเป็น Protocol สำคัญในการเชื่อมต่ออุปกรณ์เหล่านี้

Astera Labs มีผลิตภัณฑ์ที่รองรับระบบดังกล่าวตั้งแต่ Switch, Retimer, Active Electrical Cable, Active Optical Cable ไปจนถึงการส่ง PCIe ผ่าน Optical และผลิตภัณฑ์ CXL สำหรับการเชื่อมต่อหน่วยความจำเพิ่มเติม

ดังนั้นการขยายตัวของ Agentic AI จึงไม่ได้เพิ่มโอกาสให้ผลิตภัณฑ์ใดผลิตภัณฑ์หนึ่งเท่านั้น แต่สามารถเพิ่มความต้องการผลิตภัณฑ์หลายกลุ่มของ Astera Labs พร้อมกัน

Customer Concentration ยังเป็นประเด็นที่ต้องติดตาม

แม้ Astera Labs จะมีลูกค้าหลากหลายมากขึ้น แต่บริษัทระบุว่าการมีลูกค้ารายใหญ่ในตลาด Data Center และ AI เป็นเรื่องที่คาดว่าจะเกิดขึ้นตามธรรมชาติ

ปัจจุบันบริษัทจัดส่งสินค้าให้กับ Hyperscaler ในสหรัฐฯ ทั้งหมด และกำลังพยายามเพิ่มความหลากหลายของฐานลูกค้า

จำนวนลูกค้าที่กำลังพัฒนา Scorpio X เพิ่มขึ้นจากประมาณ 10 รายเป็นระดับเกือบ 20 รายแล้ว และบริษัทคาดว่าจะเปลี่ยนหลายโอกาสเหล่านี้เป็น Design Win ภายในสิ้นปีนี้และต่อเนื่องเข้าสู่ปี 2027

นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ Taurus และ LEO ก็มีการขยายฐานลูกค้าเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ลูกค้ารายสำคัญเดิมของบริษัทก็ยังมีแนวโน้มเพิ่มการใช้งานต่อไป ดังนั้นการกระจายฐานลูกค้าและการเติบโตของลูกค้ารายใหญ่จะเกิดขึ้นควบคู่กัน

Custom Solutions เป็นอีกตลาดที่ Astera Labs กำลังขยาย

บริษัทไม่ได้ต้องการแข่งขันในตลาด Custom Semiconductor ทั้งหมด แต่เลือกโอกาสที่สอดคล้องกับความเชี่ยวชาญของตัวเอง

หนึ่งในโครงการที่กล่าวถึงคือการนำ LEO CXL ไปใช้สำหรับการ Offload KV Cache ในระบบ AI ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่าง Qualification และคาดว่าจะเริ่มเพิ่มปริมาณการใช้งานในปี 2027

อีกโอกาสคือ NVLink Fusion ซึ่งช่วยให้ XPU ของลูกค้าสามารถเชื่อมต่อกับ Infrastructure ของ NVIDIA ได้

Mohan มองว่าโอกาสจากตลาด Custom มีความสำคัญไม่เพียงเพราะรายได้ที่จะเกิดขึ้น แต่ยังสะท้อนถึงความไว้วางใจจาก NVIDIA และลูกค้ารายใหญ่ที่ให้ Astera Labs เข้าไปมีส่วนร่วมกับระบบของพวกเขา

บริษัทต้องการให้ผลิตภัณฑ์ของตัวเองรองรับหลาย Ecosystem ทั้ง NVIDIA, PCIe, UALink และมาตรฐานอื่น ๆ ในอนาคต

Gross Margin มีแนวโน้มลดลง แต่ยังอยู่ในระดับสูง

Desmond Lynch CFO ของ Astera Labs กล่าวว่า ปัจจุบันบริษัทมี Gross Margin อยู่ในช่วงกลาง 70% และทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

อย่างไรก็ตาม ในระยะยาวบริษัทคาดว่า Gross Margin จะค่อย ๆ ลดลงมาใกล้ระดับ 70% ซึ่งเป็นเป้าหมายระยะยาวของบริษัท

ปัจจัยสำคัญมาจาก Product Mix ทั้งสัดส่วนของ Silicon และ Module รวมถึงสัดส่วนรายได้จาก Scorpio X

Margin ของ Scorpio X มีความแตกต่างกันตาม Use Case และจำนวน Lane ที่ลูกค้าเลือกใช้ แต่โดยรวมยังอยู่ในระดับใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของบริษัท

บริษัทมองว่าการเข้าไปในตลาดขนาดใหญ่เหล่านี้ยังสร้างประโยชน์ผ่าน Gross Profit และ Operating Leverage แม้ Gross Margin จะลดลงจากระดับปัจจุบันก็ตาม

Astera Labs ยังมีแผนลงทุนต่อเนื่อง

ด้านเงินทุน บริษัทมี Balance Sheet ที่แข็งแกร่งและสร้างกระแสเงินสดได้ต่อเนื่อง โดยมีแผนใช้เงินทั้งกับการลงทุนภายในบริษัทและการเข้าซื้อกิจการ

การลงทุนภายในจะเน้นการขยาย Product Portfolio ทั้ง Switching, Optical และ Custom Solutions

ส่วนการลงทุนภายนอก บริษัทสามารถใช้การเข้าซื้อกิจการเพื่อเพิ่มเทคโนโลยีและบุคลากร โดย aiXscale เป็นตัวอย่างหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทนำเทคโนโลยี Glass Coupler เข้ามาอยู่ภายในบริษัท

Astera Labs ยังมีการเข้าซื้อกิจการขนาดเล็กและ Acqui-hire เพื่อดึงทีมวิศวกรรมที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาเสริมความสามารถ และบริษัทระบุว่าจะยังคงใช้แนวทางนี้ต่อไป

สิ่งที่ Astera Labs มองว่าตลาดอาจยังประเมินต่ำเกินไป

Mohan มองว่าโอกาสของ Astera Labs ไม่ได้อยู่เพียงการเติบโตของตลาด AI แต่ยังอยู่ที่ความสามารถในการเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ต่อ XPU ในทุก Generation

ปัจจุบันบริษัทมีมูลค่าผลิตภัณฑ์ประมาณ 1,000 ดอลลาร์ต่อ XPU และ Scorpio X เพียงตระกูลเดียวก็สามารถสร้างมูลค่าในระดับดังกล่าวได้

เมื่อรวมกับโอกาสจาก Optical ซึ่งมีตลาดขนาดหลายหมื่นล้านดอลลาร์ บริษัทจึงมองว่าตัวเองยังมีพื้นที่สำหรับการเติบโตอีกมาก

อีกประเด็นสำคัญคือการมี Switching Platform

เมื่อ Astera Labs เข้าไปควบคุมส่วน Switching ของระบบได้ บริษัทจะมีอิทธิพลต่อส่วนอื่นของระบบเชื่อมต่อมากขึ้น ทั้ง Signal Conditioning, Copper และ Optical

เป้าหมายระยะยาวของ Astera Labs จึงไม่ใช่เพียงการขาย Retimer หรือ Switch แต่คือการสร้างระบบ Connectivity ที่ครอบคลุมตั้งแต่ Chip, Hardware ไปจนถึง Software เพื่อช่วยให้ลูกค้าใช้ Infrastructure สำหรับ AI ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด https://x.com/naklongpoong/status/2102215453997445532