# semiconductor earnings — X 热门讨论 (2026-09-21 17:27 UTC)

## @funxmanager (Fun Manager) · 09-21 09:06 · ♥41 ↻17 💬1 Over-earning, but not an earnings bubble by GS

เมื่อกำไรสูงเว่อร์ อาจเป็นแค่เรื่องชั่วคราว หลังจากนี้กำไรอาจจะโตช้าลงกลับมาในระดับปกติ แต่ไม่ใช่ฟองสบู่นะ

Paper จาก GS นี้เขียนไว้ว่าน่าสนใจดี

1. การประเมินภาวะ "Over-earning" และความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่

- กำไรต่อหุ้น (EPS) ของ S&P 500 ในไตรมาส 2/2026 เติบโตสูงถึง 51% YoY และในช่วง 4 ไตรมาสย้อนหลังเติบโตเฉลี่ย 26% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ย 30 ปีที่ 7% อย่างมาก การเติบโตระดับนี้ในรอบสามสิบปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นเพียงสองครั้งคือช่วงฟื้นตัวหลังวิกฤตเศรษฐกิจปี 2010 และ 2021 เท่านั้น

- ระดับกำไรปัจจุบันสูงกว่าเส้นแนวโน้มระยะยาว (30-year trend) อย่างชัดเจน (EPS 4 ไตรมาสย้อนหลังอยู่ที่ 326 ดอลลาร์ เทียบกับแนวโน้มประวัติศาสตร์ที่ 261 ดอลลาร์) รวมถึงเติบโตเร็วกว่าความสัมพันธ์ปกติกับการเติบโตของ GDP สหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

- มุมมองหลัก (Base Case): กำไรของบริษัทจดทะเบียนอยู่ในภาวะ "ได้กำไรสูงเกินปกติชั่วคราว" (Over-earning) จริง แต่ Goldman Sachs ประเมินว่าจะเป็นการ "ชะลอตัวลง" (Deceleration) ไม่ใช่ "การแตกของฟองสบู่กำไร" (Collapse)

====

2. เจาะลึก 3 ปัจจัยหลักที่ดันกำไรสูงชั่วคราวและผลกระทบในอนาคต

ปัจจัยที่ 1: วัฏจักรการลงทุน AI (Hyperscaler Capex & AI Infrastructure)

- กลุ่ม Big Tech ผู้ให้บริการคลาวด์รายใหญ่ (Hyperscalers ได้แก่ AMZN, META, GOOGL, MSFT, ORCL) มีแนวโน้มใช้จ่ายเงินลงทุน (Capex) รวมกันถึง 800,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2026 (+94% YoY)

- เงินลงทุนมหาศาลนี้ไหลเข้าสู่กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน AI (Semiconductors, Tech Hardware, Industrials, Utilities) ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนขับเคลื่อน EPS ของ S&P 500 ในปี 2026 ถึง 11 จาก 28 จุดเปอร์เซ็นต์ (pp) หรือคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการเติบโตทั้งหมด

- จุดพลิกผันด้านค่าเสื่อมราคา (Depreciation Drag)

ในปี 2027 การเติบโตของ Capex จะเริ่มชะลอลง แม้ยอด Capex จะเพิ่มเป็น 1.23 ล้านล้านดอลลาร์ (+54%) แต่แรงหนุนต่อกำไร S&P 500 จะลดลงเหลือ 7 pp และจะถูกหักล้างด้วยภาระค่าเสื่อมราคาของ Hyperscalers เองถึง 5 pp ภายในปี 2028 เมื่อ Capex โตชะลอลงเหลือ 12% ภาระค่าเสื่อมราคาจะเพิ่มขึ้นจนกลายเป็น ตัวฉุดกำไรสุทธิ (Net Drag) ประมาณ -1 pp

- ช่องว่างทางบัญชี (Capex vs Fully-expensed): หากเปลี่ยนเกณฑ์บัญชีจากการทยอยตัดค่าเสื่อมมาเป็นการตัดค่าใช้จ่าย Capex เต็มจำนวนทันที (Full expensing) กำไร EPS ของ S&P 500 ในปี 2027 จะลดลงทันทีถึง 22% (จาก 419 ดอลลาร์ เหลือ 328 ดอลลาร์) ซึ่งเป็นช่องว่างทางบัญชีที่กว้างที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ใกล้เคียงกับช่วงวิกฤตปี 2001 และ 2008

ปัจจัยที่ 2: การพุ่งขึ้นของอัตรากำไรกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor Margins)

- Gross Margin ของกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ใน S&P 500 พุ่งแตะระดับ 70% และกลุ่มหน่วยความจำ (Memory) พุ่งแตะ 80% (สูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตมากกว่าเท่าตัว) จากภาวะอุปทานชิปตึงตัวอย่างรุนแรง

- การขยายตัวของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross margin expansion) เพียงอย่างเดียว คิดเป็นสัดส่วนถึง 1 ใน 4 ของการเติบโตของกำไรกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ในปี 2026

- ความอ่อนไหวต่อกำไรตลาด (Sensitivity Analysis)

ทุกๆ 1 จุดเปอร์เซ็นต์ (pp) ของ Gross Margin กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ที่เปลี่ยนแปลงไป จะกระทบต่อการเติบโตของ EPS ดัชนี S&P 500 ในปี 2027 ราว 1 pp หากเกิดกรณีเลวร้าย (Bear Case) ที่อุปทานชิปเริ่มล้นตลาดและอัตรากำไรขั้นต้นลดลงจาก 70% กลับสู่ค่าเฉลี่ย 15 ปีที่ 55% จะส่งผลกระทบให้การเติบโตของกำไร S&P 500 หายไปประมาณ 10%

ปัจจัยที่ 3: กำไรพิเศษทางบัญชีจากการลงทุนในหุ้นนอกตลาด ("Other Income")

- บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่บันทึกกำไรที่ยังไม่รับรู้ (Unrealized gains) จากเงินลงทุนในบริษัทเอกชน/สตาร์ทอัปนอกตลาด (Private companies) ในบรรทัด "รายได้อื่น" (Other income) ตามมาตรฐานบัญชี GAAP สูงถึง 155,000 ล้านดอลลาร์ใน Q2 2026 คิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 12% ของ EPS รวมของ S&P 500 ในไตรมาสดังกล่าว

- รายการดังกล่าวจะเริ่มลดลงในครึ่งหลังของปี 2026 และจะหายไปอย่างมีนัยสำคัญในปี 2027 ซึ่งการหายไปของรายได้พิเศษก้อนนี้จะสร้างแรงฉุดทางเทคนิคต่อการเติบโตของกำไรในปี 2027 ราว 8 pp เมื่อเทียบกับปี 2026

====

3. การเปลี่ยนผ่านสู่ "AI Productivity"

เมื่อแรงขับเคลื่อนจากการสร้างโครงสร้างพื้นฐานเริ่มลดความเร็วลง ตัวขับเคลื่อนระยะยาวจะเปลี่ยนไปสู่ การเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานจากการนำ AI ไปประยุกต์ใช้จริงในองค์กร (AI Productivity)

- ผลสำรวจในไตรมาส 2/2026 >> 65% ของบริษัทใน S&P 500 มีการพูดถึง AI ใน Earnings call / 46% พูดคุยในมิติของการเพิ่มผลผลิตหรือประสิทธิภาพ / มีเพียง 11% ที่เริ่มวัดผลเชิงปริมาณในระดับ Use case ได้ และมีเพียง 2% เท่านั้นที่สามารถระบุผลลัพธ์เป็นตัวเลขกำไรสุทธิได้อย่างชัดเจน

- คาดว่าผลิตภาพจาก AI จะเข้ามาช่วยหนุน EPS เพิ่มขึ้น 1 pp ในปี 2027 และขยับเป็น 2 pp ในปี 2028

====

4. การประเมินมูลค่าหุ้น (Valuation) และเป้าหมายดัชนี

- แม้ ROE ของดัชนี S&P 500 จะทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 24% ซึ่งตามแบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาคควรสนับสนุนระดับ Forward P/E ที่ 21 เท่า แต่ปัจจุบันตลาดเทรดอยู่ที่ 19 เท่า (ลดลงจาก 23 เท่าในปีก่อนหน้า) บ่งชี้ว่าตลาดได้รับรู้และ discount ความเสี่ยงเรื่องการเติบโตชะลอตัวของกำไรไปล่วงหน้าแล้ว

- เป้าหมายดัชนี S&P 500 (จากระดับสิ้นปี 2026 ที่ 8,000 จุด) เป้าหมาย 3 เดือน: 8,000 จุด (+5%) เป้าหมาย 6 เดือน: 8,300 จุด (+9%) เป้าหมาย 12 เดือน: 8,700 จุด (+14%)

====

สรุป

ตลาดกระทิง (Bull market) รอบนี้จะขับเคลื่อนต่อไปได้ด้วย "การเติบโตของกำไรที่แท้จริง" (Earnings Growth) มากกว่าการขยายตัวของทวีคูณราคา (Valuation/Multiple Expansion) โดยมีความเสี่ยงระดับมหภาคที่ต้องติดตาม ได้แก่ ต้นทุนปัจจัยการผลิตที่ยืดเยื้อ ทิศทางราคาน้ำมันดิบ Brent และอัตราดอกเบี้ย

#FunManager > 引用 @ISABELNET_SA: 🇺🇸 S&P 500

With S&P 500 targets of 8,000, 8,300, and 8,700 over the next 3, 6, and 12 months, Goldman Sachs sees earnings, not valuations, as the fuel for further upside 👉 https://t.co/yIk7SZYp6p

@GoldmanSachs $spx #spx #sp500 #stocks #equity https://t.co/Q9P154iSho https://x.com/funxmanager/status/2101961197260062936