# hyperscaler capex — X 热门讨论 (2026-10-02 06:04 UTC)
## @funxmanager (Fun Manager) · 10-02 00:16 · ♥45 ↻33 💬0 10 เหตุผล ทำไม Bond Yield ปรับขึ้น
บทความที่ Bloomberg รวบรวมนี้มาค่อนข้างดี มีประเด็นหลักๆครบเลย แต่อธิบายคนที่ไม่คุ้นกับคำว่า Bond Yield ปรับขึ้นนะ
Bond Yield หรืออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล
มันสะท้อนว่า ถ้าเราซื้อพันธบัตรรัฐบาลตัวนี้ อายุเท่านี้ จะได้ผลตอบแทนเท่าไหร่ ซึ่งในผลตอบแทนก้อนนี้ ก็จะมีทั้ง ดอกเบี้ยที่กำหนดไว้แล้ว รวมถึงส่วนต่างของราคา
ซึ่งดอกเบี้ยมันนิ่งๆ ไม่ได้เปลี่ยน ไอ้ที่เปลี่ยนได้ คือ ส่วนต่างของราคา แปลว่า จะมากจะน้อยมีผลจากราคาการซื้อขายพันธบัตรในตลาดครับ
ยิ่งมีการเทขายพันธบัตรออกมามาก ราคาก็จะร่วง มองอีกมุมก็เหมือนราคาพันธบัตรมันถูกลงครับ เลยทำให้ Yield หรือผลตอบแทนที่ได้มันควรจะสูงขึ้นนั่นเองครับ (ทั้งนี้ไม่ได้เล่าในมุมคำนวณนะ)
แต่อะไรที่ทำให้นักลงทุนหลายประเทศโดยเฉพาะสถาบันถึงขายพันธบัตรออกมา ลองอ่านดูครับ
1. Resilient Economic Growth
เศรษฐกิจสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกยังแข็งแรงกว่าที่ตลาดเคยคาด แม้ต้นทุนการกู้ยืมสูงและมีสงครามสหรัฐฯ–อิหร่าน โดยกิจกรรมภาคธุรกิจและภาคการผลิตยังอยู่ในระดับแข็งแรง ทำให้ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังไม่หาย และเพิ่มโอกาสที่ธนาคารกลางจะต้องคงดอกเบี้ยสูงหรือขึ้นดอกเบี้ยต่อ ขณะเดียวกัน Growth ที่ดียังทำให้นักลงทุนเลือกถือหุ้นมากกว่าพันธบัตร ส่งผลให้ Bond Yield ถูกกดดันให้สูงขึ้น
2. Higher Commodity Prices
สงครามสหรัฐฯ–อิหร่านทำให้เกิดแรงกระแทกต่อ Supply น้ำมันครั้งใหญ่ โดย Brent เคยขึ้นสูงถึงราว $126 ต่อบาร์เรลจากปัญหาการขนส่งผ่านช่องแคบ Hormuz ขณะที่ราคาน้ำมัน เบนซิน ดีเซล และอาหารก็สูงขึ้นพร้อมกัน ปัจจัยเหล่านี้ทำให้เงินเฟ้อมีโอกาสอยู่สูงนานขึ้น และทำให้ตลาดต้อง Price ดอกเบี้ยที่สูงขึ้นต่อไป ซึ่งเป็นแรงกดดันโดยตรงต่อ Bond Yield
3. Interest Rate Hikes
Fed ขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนและส่งสัญญาณว่าอาจต้องขึ้นต่อหากเงินเฟ้อยังสูงกว่าเป้าหมาย 2% ขณะที่ธนาคารกลางในออสเตรเลียและญี่ปุ่นก็ขึ้นดอกเบี้ยเช่นกัน ทำให้ตลาดโลกปรับมุมมองต่อเส้นทางดอกเบี้ยสูงขึ้น โดยเฉพาะ Short-end Yield นอกจากนี้ Mortgage refinancing ที่ลดลงยังทำให้ Duration ของ Mortgage Bonds ยาวขึ้น และบังคับให้นักลงทุนบางส่วนขาย Treasury เพื่อบริหารความเสี่ยงด้านดอกเบี้ย
4. Hyperscaler Borrowing and Building
การแข่งขันลงทุน AI Infrastructure ทำให้บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่กู้เงินและออก Bond จำนวนมาก โดยปีนี้บริษัททั่วโลกออกตราสารหนี้เพื่อรองรับการลงทุนด้านเทคโนโลยีมากกว่า $400bn Supply ของตราสารหนี้ที่เพิ่มขึ้นทำให้รัฐบาล บริษัททั่วไป และผู้กู้รายอื่นต้องแข่งขันกันแย่งเงินจากนักลงทุนมากขึ้น จึงต้องเสนอ Yield ที่สูงขึ้น ขณะเดียวกัน AI Capex ยังช่วยหนุน Growth ให้แข็งแรง ทำให้ Yield มีแรงกดดันทั้งจาก Supply และจากเศรษฐกิจ
5. Fiscal Deficits and Debts
ขาดดุลงบประมาณและหนี้สาธารณะที่สูงขึ้นทำให้รัฐบาลทั่วโลกต้องออก Bond เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยหนี้รัฐบาลสหรัฐฯ ทะลุ $40 trillion แล้ว และประเทศ OECD คาดว่าจะต้องกู้รวมกันประมาณ $18 trillion ในปีนี้ เมื่อ Bond Supply เพิ่มขึ้นมาก นักลงทุนจึงเรียกร้องผลตอบแทนที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยทั้ง Supply และ Fiscal Risk ทำให้ Long-end Yield ถูกกดดันอย่างต่อเนื่อง
6. Defense Spending
การใช้จ่ายด้านกลาโหมทั่วโลกเพิ่มขึ้นจากสงครามอิหร่าน สงครามยูเครน และแนวโน้ม Rearmament ใน NATO ตะวันออกกลาง และเอเชีย โดยงบกลาโหมสหรัฐฯ ปีงบประมาณ 2026 แตะ $1 trillion เป็นครั้งแรก การใช้จ่ายที่สูงขึ้นทำให้รัฐบาลต้องหาเงินทุนเพิ่มและออกพันธบัตรมากขึ้น จึงเป็นอีกแรงหนึ่งที่เพิ่ม Supply ในตลาดและผลัก Bond Yield ขึ้น
7. The Japan Effect
เงินเยนที่อ่อนค่าทำให้ญี่ปุ่นมีแนวโน้มขายสินทรัพย์ต่างประเทศ รวมถึง U.S. Treasuries เพื่อช่วยพยุงค่าเงิน โดยข้อมูลทุนสำรองต่างประเทศของญี่ปุ่นลดลงแรงในช่วงเดือนสิงหาคม ขณะเดียวกันการขึ้นดอกเบี้ยในญี่ปุ่นยังทำให้ Yen-funded Carry Trade เริ่มถูก Unwind นักลงทุนที่เคยกู้เยนต้นทุนต่ำไปซื้อ Bond ทั่วโลกจึงอาจต้องขายสินทรัพย์เหล่านั้นกลับมา ซึ่งเพิ่มแรงขายในตลาดพันธบัตรโลก
8. Trade Wars
สงครามการค้าและการขึ้น Tariff ทำให้สินค้านำเข้าแพงขึ้นและเพิ่มความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะอยู่สูงนานขึ้น ส่งผลให้ตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะต้องอยู่ Higher for Longer นอกจากนี้ Trade Conflict ยังสะท้อน Geopolitical Fragmentation ที่สูงขึ้น ทำให้นักลงทุนเรียกร้อง Risk Premium ที่มากขึ้น และบางประเทศก็ลดความเต็มใจในการถือ U.S. Treasuries ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อ Yield
9. Changing Ownership
ฐานผู้ซื้อ U.S. Treasuries เปลี่ยนจาก Fed และธนาคารกลางต่างประเทศ ไปหานักลงทุนเอกชนมากขึ้น เช่น Hedge Funds และ Institutional Investors ซึ่งมีความ Sensitive ต่อราคาและ Yield มากกว่าเดิม เมื่อผู้ซื้อหลักเดิมลดบทบาท ตลาดจึงต้องเสนอ Yield ที่สูงขึ้นเพื่อดึงดูด Demand ใหม่ ขณะเดียวกันกองทุนขนาดใหญ่บางแห่ง เช่น Sovereign Wealth Fund ของนอร์เวย์ ก็เริ่มพิจารณาลดสัดส่วน Government Bonds
10. Savings Glut Erasure
ยุค Global Savings Glut ที่เคยช่วยกด Bond Yield ต่ำมานานกำลังสิ้นสุดลง เพราะ Fiscal Austerity, U.S. Deleveraging และ Chinese Export Surpluses ที่เคยสร้างเงินออมส่วนเกินกำลังลดบทบาทลง ขณะเดียวกัน Aging Population, Pension Costs, AI Investment, Defense Spending และ Fiscal Deficits กลับทำให้ความต้องการใช้เงินทุนเพิ่มขึ้นมาก จึงเกิดภาวะที่ Demand for Capital สูงขึ้น แต่ Supply of Savings ลดลง และผลลัพธ์คือ Borrowers ต้องยอมจ่าย Yield ที่สูงขึ้นเพื่อแย่งเงินจากนักลงทุน
ถามว่า Bond Yield จะขึ้นไปถึงไหน แอดก็ยังไม่มีรู้ และคิดว่าไม่มีใครตอบได้ แต่ไว้มาเล่าให้ฟังต่อนะครับ
#FunManager https://x.com/funxmanager/status/2105814170084246004